การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์(e-Learning)

การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์(e-Learning)

บทนำ

เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดสังคมยุคสารสนเทศที่มีสรรพสิ่งมากมายให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จักหมดสิ้น การเชื่อมโยงข้อมูลและสารสนเทศด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินเทอร์เนต สร้างการเรียนรู้ให้เกิดได้กว้างขวางและกระจายไปทุกระดับ ทั้งในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย อินเทอร์เน็ตจึงมีบทบาทสำคัญของการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า e-learning  เป็นที่ทราบกันดีว่าเว็บเป็นบริการสำคัญบนเทอร์เน็ต ที่ได้ช่วยขับเคลื่อน e-learning ให้ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เว็บมีบทบาทสำคัญในการทำให้การศึกษา  และการเรียนรู้เป็นระบบเปิดกระจายจากศูนย์กลาง สร้างมิติใหม่ของการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ มีการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการเรียนในห้องเรียนกับโลกภายนอก ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้แสวงหา สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วเรียนรู้การเลือกบริโภคข้อมูลเพื่อการส่งเสริมเติมแต่งความรู้ เกิดการศึกษาตามความต้องการด้วยการเข้าถึงฐานความรู้ทั่วโลก สังคมยุคสารสนเทศจึงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้

 1.ความหมายของสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถือได้ว่าเป็นสื่อที่ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งได้มีนักวิชาการและผู้รู้ได้ให้ความหมายของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้ในหลายทัศนะ ดังนี้

กิดานันท์ มลิทอง (2544 : 10) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ว่าเป็นการศึกษาทางไกลที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยผู้เรียนสามารถศึกษาเนื้อหาบทเรียนต่างๆและกิจกรรมการเรียนการสอนได้จากอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนและทางานตามที่มอบหมาย นอกจากนี้ยัง สามารถใช้พูดคุยกับผู้เรียนได้จึงทาให้เรียกได้ว่าเป็นการสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) เป็นต้น

ดร. ชุณหพงศ์  ไทยอุปถัมภ์ (2545: 26-28)  ได้ให้ความหมายของคำว่า E-Learning ว่าเป็นรูปแบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ มีวัตถุประสงค์ที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ (Knowledge) ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่(Anywhere – Anytime Learning)   เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของกระบวนวิชาที่เรียนนั้น ๆ

ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2547) นิยามว่า E-Learning คือ การเรียน การสอนผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ให้แก่ผู้เรียนและผู้สอน ด้วยกระบวนการติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาและให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

จากความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่าการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) หมายถึง

การเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศซึ่งออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการอบรม โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ให้แก่ผู้เรียนและผู้สอน เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาและให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

2.องค์ประกอบของ e-Learning (Component of e-Learning)

การเรียนแบบออนไลน์หรือ e-Learning มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน ดังต่อไปนี้

1. เนื้อหา (Content)

เนื้อหาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดสำหรับ e-Learning คุณภาพของการเรียน การสอนของ e-Learningและการที่ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนในลักษณะนี้หรือไม่อย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เนื้อหาการเรียนซึ่งผู้สอนได้จัดหาให้แก่ผู้เรียนซึ่งผู้เรียนมีหน้าที่ในการใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเอง เพื่อทำการปรับเปลี่ยน (Convert) เนื้อหาสารสนเทศที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้เกิดเป็นความรู้ โดยผ่านการคิดค้นวิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลด้วยตัวของผู้เรียนเอง

2. ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System)

เนื่องจากการเรียนแบบออนไลน์หรือ e-learning นั้นเป็นการเรียนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ระบบบริหารการเรียนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง กำหนดลำดับของเนื้อหาในบทเรียน นำส่งบทเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ประเมินผลความสำเร็จของบทเรียน ควบคุม และสนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน จึงถือว่าเป็นองค์ประกอบของ e-learning ที่สำคัญมาก เราเรียกระบบนี้ว่า “ระบบบริหารการเรียน”

 3. โหมดการติดต่อสื่อสาร (Modes of Communication)เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อสอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างตัวผู้เรียนกับครู อาจารย์ผู้สอน และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

· ประเภทช่วงเวลาเดียวกัน (synchronous) ได้แก่ chat

· ประเภทช่วงเวลาต่างกัน (asynchronous) ได้แก่ web-board, e-mail

4. แบบฝึกหัด/แบบทดสอบ

โดยทั่วไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระดับใด หรือเรียนวิธีใด ก็ย่อมต้องมีการสอบ/การวัดผลการเรียนเป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ การสอบ/วัดผลการเรียนจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การเรียนแบบ e-Learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ บางวิชาจำเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อนสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียน หลักสูตรที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนที่จะเกิดขึ้นเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสูตร

3. ประเภทของ e-Learning

ประเภทของ e-Learning แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม และสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

    ประเภทของ e-Learning

ข้อดี

       ข้อเสีย
Synchronous ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ในเวลาเดียวกัน เป็นการเรียนแบบเรียลไทม์เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง เช่น ห้องเรียนที่มีอาจารย์สอนนักศึกษาอยู่แล้วแต่นาไอทีเข้ามาเสริมการสอน ได้บรรยากาศสด ใช้กับกรณีผู้สอนมีผู้ต้องการเรียนด้วยเป็นจำนวนมากและสามารถประเมินจำนวนผู้เรียนได้ง่าย กำหนดเวลาใน การเรียนเองไม่ได้ ต้องเรียนตามเวลา ที่กำหนดของคน กลุ่มใหญ่
Asynchronous ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้อยู่ในเวลาเดียวกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ เน้นศูนย์กลางที่ผู้เรียน เป็นการเรียนด้วยตนเองผู้เรียน เรียนจากที่ใด ก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเข้าไปยังโฮมเพจ เพื่อเรียน ทาแบบฝึกหัดและสอบ มีห้องให้สนทนากับ เพื่อนร่วมชั้น มีเว็บบอร์ดและอีเมล์ให้ถาม คาถามผู้สอน แต่ละประเภทก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป ผู้เรียน เรียนได้ตาม ใจชอบ จะเรียนจากที่ไหน เวลาใด ต้องการเรียนอะไรหรือให้ใครเรียนด้วยก็ได้ ไม่ได้บรรยากาศสด การถามด้วย chat หรือเว็บบอร์ดอาจไม่ได้รับการตอบกลับ e–Learning ในสถานศึกษาสามารถใช้กับสถานศึกษา เริ่มจากที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ให้นักศึกษา รับ-ส่ง การบ้านทางอินเทอร์เน็ต มีการพัฒนานาเนื้อหาไว้ที่โฮมเพจของมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาเข้ามาเรียนจากบ้านได้

4.รูปแบบของ E-Learning 

การเรียนโดยอาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบไปด้วย 4 รูปแบบและอาศัยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้

รูปแบบของ E-Learning

ข้อดี

ข้อจำกัด

ลักษณะ/เครื่องมือหรืออุปกรณ์การใช้งาน
1. Distance Learning – เป็นการสื่อสารที่มีความเร็วสูง กระชับ ฉับไวทำให้การสื่อสารดำเนินการไปได้เหมือนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน- ลดข้อจำกัดทางการศึกษา- มุ่งเน้นความเท่าเทียมกันของการศึกษาในทุกสภาพพื้นที่ ทุกชุมชน – เป็นการสื่อสารทางเดียวผู้เรียนผู้สอนไม่สามารถพูดจาโต้ตอบกันได้- อาจเกิดอุปสรรคในด้านการสื่อสาร เช่นกระแสไฟฟ้าขัดข้อง หรือสิ่งแวดล้อมของผู้เรียนไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดสมาธิในการเรียน -ผู้สอนอยู่ที่หนึ่งและผู้เรียนอยู่อีกที่หนึ่ง-อาศัยกล้องโทรทัศน์ถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงจากครูที่อยู่ในห้องส่งไปยังห้องเรียน และจากห้องเรียนไปยังห้องส่ง
2. Computer Based Training (CBT) – ควบคุมการเรียนได้เองว่าจะเริ่มจากตรงไหน- ผู้เรียนอยากเรียนเมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์  – ผู้เรียนไม่สามารถโต้ตอบกับผู้สอนได้โดยตรง – อาศัยCD-ROMให้ผู้เรียนเปิดเรียนจากแผ่น CD-ROM ได้เอง คล้ายกับดูหนังจากวิดีโอเทป- ความสามารถสูง สามารถนำเสนอได้ทั้งภาพและเสียง- มีการประมวลผลเร็ว
3. Web Based Training (WBT) -ประสิทธิภาพดี ราคาถูก-ผู้เรียนไม่จำเป็นรอครูผู้สอน อยากเรียนเมื่อไรก็มาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเข้าเครือข่าย สามารถเรียนได้ตามความต้องการ -ต้องมีเครือข่ายที่มีความเร็วในการสื่อสารข้อมูลสูงพอสมควรถึงจะได้ผล -อาศัยการติดตั้งระบบเครือข่ายมากขึ้น CD-ROM ที่เป็น CBT ติดตั้งที่เครื่องทำหน้าที่เป็น Server เพื่อให้ลูกข่ายแต่ละคนสามารถเรียกดูได้ตามความต้องการ
  4. Internet Based Learning – เป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย -กรณีใช้ Modem ความเร็ว 56 Kbps อาจจะทำให้คุณภาพของภาพไม่ดี อาศัยการนำ WBT ไปไว้บน Internet

5.ลักษณะสำคัญของ e-Learning 

ลักษณะสำคัญของ e-Learning ที่ดี ควรจะประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1. Anywhere, Anytime and Anybody คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความต้องการของผู้เรียน เพราะหน่วยงานได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริการจัดทาเป็นชุด CD เพื่อใช้ในลักษณะ Offline ให้กับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สนใจ แต่ยังไม่พร้อมในระบบอินเทอร์เน็ต

2. Multimedia สื่อที่นาเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์ อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี

3. Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นาเสนอได้ตามความต้องการ

4. Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม (Links) ย่อมทาให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบเมล์ ICQ, Microsoft Messenger และสมุดเยี่ยม ทาให้ผู้เรียนกับวิทยากรสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว

6.คุณลักษณะของเว็บไซต์ e-Learning

1. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

2. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหารายวิชาใด วิชาหนึ่งเป็นอย่างน้อยหรือการศึกษาตามอัธยาศัย

3. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จากทุกที่ทุกเวลาโดยอิสระ

4. ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน การบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละเนื้อหา ไม่จาเป็นต้องเหมือนกับ หรือพร้อมกับผู้เรียนรายอื่น

5. มีระบบปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน และสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้

6. มีเครื่องมือที่วัดผลการเรียนได้

7. มีการออกแบบการเรียนการสอนอย่างมีระบบ

8. ผู้สอนมีสภาพเป็นผู้ช่วยเหลือผู้เรียน ในการค้นหา การประเมิน การใช้ประโยชน์จากเนื้อหาจากสื่อรูปแบบต่างๆ ที่มีให้บริการ

9. มีระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS)

10. มีระบบบริหารจัดการเนื้อหา/หลักสูตร (Content Management System : CMS)

7.การออกแบบบทเรียน e-Learning

ขั้นตอนของการออกแบบ e-Learning  ซึ่งมี 7 ขั้นตอนดังนี้

1.ขั้นตอนการเตรียม (Preparation)

1.1   กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ คือการตั้งเป้าหมายว่าผู้เรียนจะสามารถใช้บทเรียนเพื่อศึกษาในเรื่องใดและในลักษณะใด

1.2   เก็บข้อมูล (Collect Resources) คือการเตรียมความพร้อมทางด้านทรัพยากรสารสนเทศ ทั้งในส่วน เนื้อหา เช่น หนังสือ เอกสารทางวิชาการ การพัฒนาและออกแบบบทเรียน เป็นต้น

1.3   เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content) ผู้ออกแบบe-Learning จะต้องมีความรู้ทางด้านเนื้อหา และด้านการ ออกแบบบทเรียนควบคู่กันไป

1.4   สร้างความคิด (Generate Ideas) การระดมความคิด ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆ ในเวลาอันสั้น

2. ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน (Design Instruction)

2.1   ทอนความคิด (Elimination of Ideas) คือการคัดเลือกเอาข้อคิดที่น่าสนใจ ตัดทอนความคิดที่ไม่อาจปฏิบัติได้เนื่องจากเหตุผลใดก็ตาม

2.2   วิเคราะห์งานและแนวคิด (Task and Concept Analysis) การวิเคราะห์ขั้นตอนเนื้อหาที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาจนทาให้ เกิดการเรียนรู้ตามที่ต้องการ

2.3   วิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนอย่างละเอียด ความชัดเจนของเนื้อหา และการตัดเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องออก เพื่อให้ได้เนื้อหาที่เหมาะสม

2.4   ออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Preliminary lesson Description) จากการวิเคราะห์งานและแนวคิด ผู้ออกแบบจะต้องนำเอา งานและแนวคิดทั้งหลายมาผสมผสานให้เกิดความกลมกลืน โดยอาศัยแนวคิดภายใต้ทฤษฎีการเรียนรู้

2.5   ประเมินและแก้ไขการออกแบบ (Evaluation and revision of the design) การประเมินผลต้องทาอยู่เรื่อยเป็นระยะ ๆ ระหว่างการออกแบบ

3. ขั้นตอนการเขียนผังงาน (Flowchart Lesson) คือการเขียนผังงานเพื่ออธิบายขั้นตอนการทางานของ โปรแกรม แสดงถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนจะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปสัญลักษณ์ซึ่งแสดงกรอบการตัดสินใจและกรอบเหตุการณ

4. ขั้นตอนการสร้างสตอรีบอร์ด (Create Storyboard) คือขั้นตอนการนำเสนอข้อความ ภาพ สื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ลงบนกระดาษก่อนนำเสนอบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการสร้างสตอรีบอร์ด (Storyboard) รวมไปถึงการเขียนเนื้อหา ข้อความในบทเรียน ที่ผู้เรียนจะได้เห็นบนหน้าจอ เช่น เนื้อหา ข้อมูล คำถาม เป็นต้น

5. ขั้นตอนการสร้างและเขียนโปรแกรม (Program Lesson)คือขั้นตอนการเขียนโปรแกรมจากสตอรีบอร์ดให้เป็นe-Learning ซึ่งสามารถทาได้โดย การใช้โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียน (Authoring System) หรือการเขียนโปรแกรมภาษาทางคอมพิวเตอร์

6. ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials)คือการทาคู่มือเอกสารประกอบบทเรียน อาจแบ่งได้ 4 ประเภท คู่มือการใช้งานของผู้เรียน คู่มือการใช้ของผู้สอน คู่มือสาหรับการแก้ปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ และเอกสารประกอบเพิ่มเติม

7. ขั้นตอนการประเมิลผลและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise)

หลังจากเสร็จสิ้นการสร้างบทเรียนและเอกสาร ควรมีประเมิน โดยเฉพาะการประเมินการนำเสนอและการทำงานของบทเรียน อาจทำได้ โดยการนาไปทดลองใช้งาน แล้วสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน หรือการสัมภาษณ์ การทดสอบความรู้ ผู้เรียนหลังการใช้บทเรียน

8.การผลิตสื่อ e-Learning 

การผลิตสื่อ e-Learning ต้องเน้นให้การเรียนการสอนนั้นมีความเสมือนจริงมากที่สุด โดยอาศัยการนำเทคโนโลยีการผลิตสื่อมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีที่นิยมอยู่ 4 แบบ ดังตารางต่อไปนี้

รูปแบบการผลิตสื่อ

ข้อดี

ข้อจำกัด

1. Streaming Media -ใช้วิดีโอเป็นสื่อมีเอกสารพาวเวอร์พอยต์ประกอบทำให้เห็นภาพชัดเจน-ผู้เรียนสามารถเลื่อนเนื้อหาได้ตามต้องการ-มีแบบทดสอบในตัว -เหมาะกับวิชาที่อาศัยการบรรยาย สรุปรายละเอียดเนื้อหาเป็นหลัก
2. Macromedia Flash มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนและผู้สอนอาจทำเป็นเกม -วิธีการสร้างค่อนข้างยาก- เสียเวลามากเหมาะกับการเวิร์กช็อป การปฏิบัติ
3. Broadband Technology มีความเร็วสูงสามารถส่งผ่านไปยังผู้เรียนได้ สะดวก รวดเร็ว ครบถ้วน ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง 
4. Simulation ผู้เรียนเห็นภาพได้ชัดขึ้นจากการสร้างสถานการณ์จำลอง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ในการระดมสมอง เพื่อหาว่าเทคโนโลยีแบบใดที่จะทำให้ใช้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ง่ายสุด

 9.การนำเสนอเนื้อหาบทเรียน e-Learning

ขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนสำหรับ e-Learning สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้เป็น 3 ลักษณะ ดังตารางต่อไปนี้

รูปแบบการการนำเสนอ

ข้อดี

ข้อจำกัด

1.ระดับเน้นข้อความออนไลน์ -ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหา-ผู้สอนสามารถผลิตได้ด้วยตนเอง
2.ระดับรายวิชาออนไลน์เชิงโต้ตอบและประหยัด มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนและผู้สอนอาจทำเป็นเกม  จะต้องมีการพัฒนา CMS ที่ดี ถึงจะทำให้เนื้อหามีประสิทธิภาพสูงสุด
3. ระดับรายวิชาออนไลน์คุณภาพสูง เนื้อหามีประสิทธิภาพสูง เนื้อหาดึงดุดน่าสนใจ และเร้าให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นอย่างต่อเนื่อง  ต้องอาศัยทีงามที่มีความเป็นมืออาชีพเช่นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบกราฟิก ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตแอนิชั่นต้องใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมเฉพาะเพิ่มเติมในการผลิต

10.บทบาทการเรียนการสอน e-Learning ในประเทศไทย

 

สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ IT e-Learning ได้มีวิวัฒนาการและ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตามลำดับ ขณะนี้ก็จะมีวิถีของการพัฒนาการเปลี่ยน แปลงไปอย่างรวดเร็วและซับ ซ้อนมากกว่ายุคใดๆที่ผ่าน มา ซึ่งทั้งนี้ต้องระดม สมอง สรรพกำลังทั้งมวลเพื่อที่จะให้เกิดการพัฒนา ประเทศเพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีโลก ประเทศไทยได้ เตรียมความพร้อม เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว โดยมีการปรับเปลี่ยน เทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยี สารสนเทศที่มีผลต่อภาคธุรกิจการศึกษา สังคม ซึ่งเน้นการให้ความสะดวกในด้านการบริหารจัดการ และให้เกิด ความคล่องตัวต่อ การดำเนินงานไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน จึงได้วางนโยบาย e-Thailand ขึ้น เพื่อเปิดประตูสู่การพัฒนาประเทศ

11.การเรียนการสอนแบบชั้นเรียนปกติกับ e-Learning

การเรียนทาง E-learning เป็นการเรียนการสอนที่เรียกได้ว่าเหมือนกับการเรียนปกติในเรื่องของเนื้อหาการเรียน เพราะคนที่ทำบทเรียนก็คือคุณครู แต่จะเป็นการเรียนโดยไม่ได้เห็นหน้ากันตลอดเวลา ในเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์การพูดคุยติดต่อระหว่างเรากับคุณครูก็ยังคงเหมือเดิม หรือมากกว่าเสียด้วยซ้ำถ้าเป็นการเรียนในห้องเรียนปกติ เวลาเรียนเกิดข้อสงสัยขึ้นมา จะเกิดอาการไม่กล้าถาม เพราะกลัว หรือเกรงใจคนรอบข้าง แต่ถ้าเป็นการเรียนแบบ E-learning สามารถที่จะคลิกย้อนกลับไปเรียนใหม่ได้ และถ้าต้องการถามหรือต้องการนัดหมายเป็นการส่วนตัวก็สามารถทำได้โดยการส่งอีเมล์ไปหาผู้สอน ผู้สอนก็จะตอบกลับมา ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องพยายามทำความเข้าใจบทเรียนด้วยตัวเองพร้อมๆ ไปกับข้อมูลหรือแบบเรียนที่มีในคอมพิวเตอร์  ซึ่งเป็นการฝึกการคิดให้เป็นระบบระเบียบอย่างหนึ่งของนักเรียนซึ่งในห้องเรียนปกติจะทำได้ยากหรือถ้าทำได้ก็จะเป็นเฉพาะนักเรียนในบางกลุ่มบางคน แต่ถ้าเป็น E-learningนักเรียนจะมีแนวโน้มและมีเปอร์เซ็นต์การใช้ความคิดมากขึ้น

เปรียบเทียบการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนปกติกับ e-Learning ได้ดังตารางต่อไปนี้

ชั้นเรียนปกติ

ชั้นเรียนe-Learning

1. ผู้เรียนนั่งฟังการบรรยายในชั้นเรียน 1. ใช้ระบบวีดีโอออนดีมานด์เรียนผ่านทางเว็บ
2. ผู้เรียนค้นคว้าจากตาราในห้องสมุดหรือสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ 2. ค้นคว้าหาข้อมูลผ่านทางเว็บที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วโลก สะดวก รวดเร็ว และทันสมัย
3. เรียนรู้การโต้ตอบจากการสนทนาในชั้นเรียน 3. ใช้ระดานถาม-ตอบช่วยให้ผู้เรียนกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เต็มที่ เหมาะกับผู้เรียนจานวนมาก
4. ถูกจากัดด้วยเวลาและสถานที่ 4. จะเรียนเวลาไหน ที่ใดก็ได้

12.จากการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนปกติกับ e-Learning สามารถสรุปประโยชน์ของการเรียนแบบออนไลน์เมื่อเทียบกับการฝึกอบรมในห้องเรียนได้ดังนี้

 

ห้องเรียน/สถานที่อบรม

เครือข่ายออนไลน์

การเข้าถึง จำกัด (ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเรียน) / ระยะเวลาที่เปิดสอนต่อวัน 24 ฃั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์
การวัดผล วัดผลด้วยตัวเอง หรือครูผู้สอน อัตโนมัติ หรือครูผู้สอน
การจดจำ จำกัด ไม่สามารถทวนซ้ำได้ อาจจะต้องในการจดบันทึกแทน สูง เพราะสามารถทวนซ้ำได้หลายๆ ครั้ง เท่าที่ต้องการ
ค่าใช้จ่าย สูง เพราะค่าจ้างผู้สอนต่อครั้ง ต่ำ ค่าจ้างครูผู้สอนครั้งเดียวในการผลิตเนื้อหา

13.รูปแบบการพัฒนา E-learning ในประเทศไทย

WBI และ E-learning ที่มีอยู่ประเทศไทย พบว่าแต่ละหน่วยงานได้พัฒนาระบบ LMS/CMS ของตนเอง อิงมาตรฐานของ AICC เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้ Web Programming แตกต่างกันออกไปทั้ง PHP, ASP, Flash Action Scrip, JavaScript ทั้งนี้อาจจะจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง หรืออาจจะพัฒนาโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นการส่วนตัวก็ได้ เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากการขาดงบประมาณและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริหาร

นอกจากนี้มีบริษัทภายในประเทศไทยที่พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการการเรียนชื่อ Education Sphere (http://www.educationsphere.com/) คือบริษัท Sum System จำกัด ที่พัฒนา LMS Software ออกมาให้จำหน่ายและพัฒนาให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นหน่วยงานแรกรวมทั้งศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พัฒนาโปรแกรมจัดการหลักสูตรเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนการสอนชนิด Web Based Instruction โดยตั้งชื่อโปรแกรมว่า Chula E-learning System (Chula ELS) ออกมาให้บริการเช่นกัน

14.ปัญหาการพัฒนา E-learning ในประเทศไทย

ปัญหาการพัฒนา E-learning ในประเทศไทยสามารถสรุปได้ดังนี้

1.ปัญหาการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร และการสนับสนุนจากผู้บริหาร

2.ปัญหาการขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี E-learning และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

3.ปัญหาเรื่องราคาของซอฟต์แวร์ CMS/LMS และการลิขสิทธิ์

4.ปัญหาเรื่องทีมงานดำเนินการ ทั้งด้านความรู้, การคิดสร้างสรรค์ และเงินสนับสนุน

5.ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะนำเสนอ ทั้งแหล่งที่มา, ผลตอบแทน และการละเมิดเมื่อเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์

6.ปัญหาเกี่ยวกับ Infrastructure ของประเทศ ที่ยังขาดความพร้อม

7.ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการพัฒนาเว็บภาษาไทย ทั้งการเข้ารหัส, การใช้ฟอนต์ และรูปแบบ

8.ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดทำระบบ CMS/LMS

15.จากปัญหาการพัฒนา E-learningสามารถสรุปอนาคตของระบบการศึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยได้ดังต่อไปนี้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการศึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตและเป็นที่แพร่หลายก็คือ การที่ระบบเครือข่ายมีเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอระบบ การเรียนการสอนที่น่าสนใจเช่น การใช้เสียงส่งสัญญาณวีดีโอตามความต้องการ ( Video on demand) และการประชุมผ่านสัญญาณวีดีโอ ในขณะเดียวกันก็ให้บริการที่เชื่อถือได้

16. ข้อดีและข้อจำกัดสำหรับผู้เรียน e-Learning สามารถสรุปได้ดังนี้

ข้อดี

ข้อจำกัด

1.เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลา สถานที่และบุคคล 1.ผู้สอนที่นำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะของสื่อเสริม โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเลย
2.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน 2.ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ เนื้อหาแก่ผู้เรียน มาเป็นผู้ช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่ผู้เรียน
3. ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย 3. การลงทุนในด้านของ e-Learning ต้องครอบคลุมถึงการจัดการให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาและการติดต่อสื่อสารออนไลน์ได้สะดวก
4. ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน 4. การออกแบบ e-Learning ที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน
5.ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี 5.ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้
6.สามารถเลือกเรียนได้ตามศักยภาพของตัวเอง 6.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
7.การรู้จักใช้เครื่องมือช่วยเหลือ 7.ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
8. สร้างความรับผิดชอบ ความมั่นใจในตัวเอง 8.ผู้เรียนและผู้สอนจะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทั้งด้านอุปกรณ์ทักษะการใช้งาน
9.ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ
  • 9.ถ้าการออกแบบบทเรียนไม่ดีพอแล้ว  ผู้เรียนอาจหลงทางและหลงประเด็นไปได้  ทำให้การเรียนมีปัญหาและไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

17.ประโยชน์ทีีได้จาก e-Learning

1.         ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน

2.         เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน

3.         สนับสนุนการเรียนการสอน

4.         เกิดเครือข่ายความรู้

5.         เน้นการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตรงตามหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

6.         ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและท้องถิ่น

7.         เข้าถึงได้ง่าย

8.         ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย

9.         ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง

สรุป

แม้ว่าการเรียนรายบุคคลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่คำว่า e-Learning กลับเป็นเรื่องที่นักการศึกษาในบ้านเราเพิ่งหันมาให้ความสนใจกันในขณะนี้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในวงการศึกษา ระบบสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนจาก e-Learning นี้เพิ่งจะมีความพร้อมและได้รับความนิยม เป็นที่แพร่หลายในเวลาไม่นาน กอปรกับราคาของเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่งจะมีราคาลดลง e-Learning เป็นรูปแบบการเรียน ที่สามารถนำไปใช้ได้หลายระดับ ครูผู้สอนควรพิจารณานำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับความพร้อม ความถนัด ความ สนใจและความต้องการของตน แต่อย่างไรก็ดี ผู้สอนที่สนใจจะนำ e-Learning ไปใช้กับการสอนในลักษณะสื่อเติม หรือ สื่อหลัก จะต้องให้ความร่วมมือในช่วงของการออกแบบและการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ สามารถถ่ายทอดการสอนได้ใกล้เคียงกับการสอนจริงมากที่สุดเสียก่อน นอกจากนี้ ผู้สอนควรที่จะต้องมีการศึกษาหา รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอนจาก e-Learning ของตนเพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการ ศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง

Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s